แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ประเภทหมู แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ประเภทหมู แสดงบทความทั้งหมด


หมูปิ้ง

สูตรอาหารไทย หมูปิ้งเป็นอีกหนึ่งเมนูที่ทำง่าย และรสชาติก็อร่อยถูกปากเป็นที่นิยมรับประทานกันได้ไม่มีเบื่อ สามารถทำกินได้…ทำขายดี ยิ่งในสังคมเมือง คนส่วนใหญ่ต้องการความสะดวกรวดเร็ว การขายข้าวเหนียวหมูปิ้งในตอนเช้าหรือตอนเย็นจึงเหมาะมาก เพราะเป็นอาหารที่ทานง่าย อิ่มอร่อย ราคาย่อมยาว์จึงขายดีขายคล่อง จึงไม่ต้องห่วงเลย…ว่าจะขายไม่ได้…ขอเพียงทำให้สะอาด อร่อย และปริมาณสมเหตุสมผล ย่อมต้องขายดีแน่นอน ดังนั้น วันนี้เราจึงได้เสาะหาสูตรเด็ดๆ เคล็ดลับสูตรหมูปิ้งอร่อยแซ่บเวอร์มาฝากครับ สามารถทำขายหรือทำทานเองก็ได้ ที่มีเคล็ดลับสูตรหมูปิ้งเด็ดๆดังนี้

ส่วนประกอบและเครื่องปรุง
*เนื้อหมูติดมัน หรือ (นำเอาเนื้อสันขาหลัง)
*หรือเนื้อหมูทั่วไปก็ได้ครับถ้าทำทานเองประมาณ 2 กิโลกรัม (หรือลดลงตามส่วน)
*ซีอิ้วดำประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ
*นมข้นจืดกระป๋องตรา (คาร์เนชั่นสูตรข้น) 5 ช้อนโต๊ะ
*น้ำตาลปิ้บ(ตรา มิตรผล)ใช้ ประมาณ 2 ขีด (เพิ่ม-ลดได้ครับ)
*น้ำมันหอย 12 ช้อนโต๊ะ
*ซีอิ้วขาวเห็ดหอม 9 -12 ช้อนโต๊ะ
*กระเทียม กลีบใหญ่ 15 กลีบ
*รากผักชี 7 ราก
*พริกไทยเม็ด 2-3 ช้อนโต๊ะ
(ตามชอบจะลดหรือเพิ่มได้ครับ) ถ้าขายกลุ่มเด็กๆ ไม่ใส่ก็ได้
*น้ำมันพืช 5-6 ช้อนโต๊ะ
*แป้งมัน หรือ แป้งข้าวโพด 2 ช้อนโต๊ะ
*น้ำสะอาด ½ ถ้วยตวง
*เกลือป่น ½ ช้อนชา
*ผงหมักหมู(คะนอร์) 1-2 ช้อนชา (ตามชอบ ยี่ห้ออื่นก็ได้ครับ)
*กลิ่นควันไฟ (ถ้าหาได้) มีขายตามร้าน 1-2 หยด (ไม่ใส่ก็ได้ครับตามชอบ หรือถ้าเราย่างเตาถ่าน)
*ผงฟู 1/2 ช้อนชา
(เพื่อทำให้เนื้อหมูนิ่มนุ่มเด้งยิ่งขึ้น…ใส่หรือไม่ใส่ก็ได้…อันนี้ตามชอบครับ)
*ข้าวเหนียวนึ่งอร่อยและนุ่มนานทั้งวัน

เครื่องปรุงและวิธีการทำน้ำทาหมูปิ้ง
เคยสังเกตุเห็นไหมเวลาที่เราไปซื้อหมูปิ้งพ่อค้าแม่ค้าบางเจ้า…เขาจะเอาแปรงไปจุ่มในน้ำ (อะไรสักอย่าง) แล้วมาทาที่หมูก่อนจะปิ้ง…รู้ไหมครับว่านั่นก็เป็นอีกเคล็ดลับเช่นกันสำหรับการทำหมูปิ้ง…ซึ่งขั้นตอนการทำน้ำทาหมูปิ้งจะทำหรือไม่ทำก็ได้นะ…ตามสะดวกครับ แต่ถ้าต้องการให้มีรสชาติหอมอร่อยมากยิ่งขึ้น…ก็มีวิธีขั้นตอนในการทำตามนี้ครับ

สูตรที่ 1 ให้เตรียมหัวกระทิถ้ามี 1/2 ถ้วย หรือนมข้นจืด (คาร์เนชั่นสูตรข้น) ประมาณ 1/2 ถ้วย ให้เลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่งพอครับ ไว้สำหรับทาหมูตอนที่เราจะปิ้งหมู...เพื่อให้ได้กลิ่นหอมมัน นั่นเอง

สูตรที่ 2 ส่วนผสม นมสด ชีอิ้วขาว และน้ำมันพืช นำมาผสมเข้าด้วยกันพอประมาณ ใว้สำหรับทาหมูก่อนปิ้ง…ย่างหมู เพื่อให้ได้กลิ่นหอมมันและมีส่วนเพิ่มรสชาติดีด้วย…ยังไงทั้งสองสูตรนี้ก็ลองนำไปทำดูนะครับ

วิธีการทำหมูปิ้ง
1.ก่อนอื่นล้างหมูให้สะอาด แล้วนำเนื้อหมูมาหั่นตามความยาว หรือหั่นเป็นชิ้นขนาดประมาณ 1 – 2 นิ้ว (หรือเวลาที่เราไปซื้อที่ตลาด ให้แม่ค้าหั่นให้เราเลยก็ได้ บอกว่าเราจะนำมาทำหมูปิ้ง)
2.ปลอกเปลือกกระเทียมแล้วหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ และล้างรากผักชีให้สะอาดเตรียมไว้ด้วย
3.ให้นำเอาพริกไทยเม็ดๆ มาโขลกให้ละเอียด แล้วตามด้วยรากผักชีและกระเทียม โขลกให้เข้ากัน จากนั้นนำไปใส่ในเนื้อหมูที่เตรียมใว้
4.จากนั้น ให้นำเอาส่วนผสมตามขั้นตอนที่บอกใว้ที่เหลือทั้งหมด…ใส่ลงไปรวมกันในหมูที่เราจะหมัก แล้วคลุกเคล้านวดให้เข้ากัน โดยให้เราขยำๆเบาๆ เพื่อให้เครื่องปรุงทั้งหมดละลายเข้าเป็นเนื้อเดียวกัน และช่วยให้น้ำหมักหมูเข้าไปในเนื้อหมูได้ดียิ่งขึ้น
จากนั้นก็หมักหมูทิ้งใว้ด้วยนำไปแช่ในตู้เย็น (มักในตู้เย็นที่เย็นพอที่หมูของเราจะไม่เน่า….ก็ใช้ได้แล้ว) การแช่ใว้ในความเย็นนานๆ…จะทำให้น้ำหมักหมูดูดซึมเข้าไปในเนื้อมาก…จะทำให้เนื้อหมูนุ่มดีครับ
• ถ้าเร่งด่วนเราทำทานเองแช่ในตู้เย็นสัก 2-4 ชั่วโมงก็ใช้ได้...แต่เนื้อจะไม่นุ่มนวลเท่าที่ควร
• ถ้าแช่ในตู้เย็นสัก 1-2 วันค่อยนำออกมาเสียบไม้ปิ้ง…จะได้เนื้อหมูหมักที่นุ่มนวลรสชาติดี
• ถ้าทำขายหรือต้องการเนื้อหมูที่นุ่มนวลรสชาติดี ควรแช่ไว้ในตู้เย็นเก็บเอาไว้ประมาณ 8 ชั่วโมง หรือแช่ทิ้งเอาไว้ประมาณ 1 คืนก่อนนำมาปิ้ง…จะดีมาก
**ในขั้นตอนที่ 5 นี้** เราจะนำหมูมาเสียบกับไม้ใว้เลยก็ได้…ตามสะดวกครับ…เสร็จแล้วนำหมูที่ได้ไปใส่ลงในกระปุกสี่เหลียมปิดฝาให้สนิท แล้วหมักหมูทิ้งใว้โดยแช่ไว้ในตู้เย็นนานเท่าไรนั้น…ก็ตามที่ได้แนะนำไว้ด้านบนนี้เลย
6.นำหมูที่หมักไว้แล้วมาเสียบเข้ากับไม้ให้หมด
7.ขั้นตอนสุดท้ายนำหมูเสียบไม้มาปิ้งได้เลยครับ…(ตอนที่เรานำหมูไปปิ้งย่างบนเตา…เพื่อทำให้หอมอร่อยมากยิ่งขึ้น…ให้เอาน้ำทาหมูปิ้งที่ทำเตรียมไว้แล้ว ไปทาบนหมูพอชื้นๆครับ จากนั้นก็ปิ้งหมูตามปกติจนสุก)

                                    กินคู่กัน ข้าวเหนียว ส้มตำ หมูปิ้ง ทำให้อร่อยยิ่งขึ้น แนะนำคะ

แนะนำเพิ่มเติม
ไม้ที่เราจะนำมาเสียบหมู เราควรนำไปแช่น้ำทิ้งค้างคืนใว้ก่อน..เพื่อให้ไม้มีความชื้น..เมื่อเวลาจะนำไม้ไปย่างหมู…ไม้จะได้ไม่ใหม้…ก่อนหมูสุกครับ (เทคนิคนี้แล้วแต่เราครับ แช่หรือไม่แช่ก็ได้)
ถ้าจะทำขายหมักหมูให้ได้พอประมาณหลังจากนั้นให้นำหมูมาเสียบกับไม้ เสร็จแล้วนำหมูที่ได้ไปใส่ลงในกระปุกสี่เหลียมปิดฝาให้สนิทแล้วแช่ไว้ในตู้เย็นเก็บเอาไว้ประมาณ 1 คืนก่อนนำมาปิ้ง
สำหรับการทำหมูปิ้งนั้นไม่มีสูตรวิธีการทำที่ตายตัว ถ้ารสชาติหวานไป..หรือเค็มไป ก็ให้เราปรับเปลี่ยนส่วนผสมปรุงแต่งรสและค้นหาสูตรใหม่ๆ ด้วยตัวท่านเองได้เสมอ เพื่อต่อยอดให้ได้สูตรหมูปิ้งรสชาติอร่อยยิ่งๆขึ้นไป ที่จะกลายเป็นสูตรพิเศษเฉพาะของตัวท่านเอง

ที่มา http://www.zabwer.com


ต้มจืดฟักใส่กระดูกหมู

สูตรอาหารไทย เมนูอาหารประเภทต้ม : ต้มจืดฟักใส่กระดูกหมู ช่วงนี้เข้าหน้าหนาว อากาศเริ่มเย็น ลมพัดโบกโบย แต่บางวันก็ร้อน เรียกได้ว่า อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย จนอาจทำให้หลายท่านเจ็บไข้ได้ป่วยได้ หากรู้สึกไม่สบายก็ทานอาอารประเภทต้ม ทานน้ำชุบร้อน ช่วยได้มากทีเดียว สำหรับเมนูยอดฮิตเมนูหนึ่งคือ  ต้มจืดฟักใส่กระดูกหมู ทานกับข้าวสวยร้อนๆ ทำให้ร่างกายสดชื่นมีเรียวแรงขึ้นมาได้ดีเชียว ฟักอ่อนนั้นเป็นผักที่มีสรรพคุณทางยา ช่วยขับเสมหะ แก้ไอ แก้หลอดลมอักเสบ ช่วยขับปัสสาวะ แก้โลหิตเป็นพิษ บวมน้ำ แก้ธาตุพิการอีกด้วย ประโยชน์มากมายขนาดนี้ สงสัยเย็นนี้จะต้องทำต้มจืดทานสักถ้วย ดังนั้น ลองมาดูสูตรต้มจืดฟักใส่กระดูกหมูกันเลย ....

ส่วนประกอบและเครื่องปรุง
ฟักเขียวอ่อน 1 ลูกเล็ก ปอกเปลือกล้าง หั่นเป็นชิ้นให้เรียบร้อย
เห็ดหอมแห้ง 4-5 ดอก (แช่น้ำให้นิ่ม หั่นเป็นชิ้น)
กระดูกหมู 500 กรัม (ครึ่งกิโลกรัม)
รากผักชีทุบ 5 ราก
เกลือป่น 1/2 ช้อนชา
ซีอิ๊วขาว 2 ช้อนโต๊ะ
ผงปรุงรส 1 ก้อน (ใช้แบบไม่มีผงชูรส)
กระเทียมปอกเปลือกทุบพอแตก 7 กลีบ
แครอทและต้นหอมหั่น (ใส่หรือไม่ใส่ก็ได้แล้วแต่ชอบ)
เครื่องปรุงต้มจืดกระดูกหมู

ขั้นตอนและวิธีทำ
1.นำหม้อใส่น้ำสะอาดตั้งไฟ ใส่รากผักชีลงไป 
2.พอน้ำเดือด ใส่กระดูกหมูลงไป ขั้นตอนนี้สำคัญ หลังจากใส่กระดูกหมูลงไปแล้ว เปิดไฟแรง ให้น้ำเดือดจัด (น้ำจะมีฟองพุดๆ) แล้วหรี่ไฟลงทันที ใช้ไฟอ่อนๆ เคี่ยวกระดูกหมูประมาณ 30 นาที วิธีนี้จะทำให้น้ำต้มใส ไม่ขุ่น
3.นำฟักอ่อนและเห็ดหอมใส่ลงไปปรุงรสด้วยเกลือป่น ผงปรุงรส  ซีอิ๊วขาว ชิมรสชาติตามชอบ
ต้มต่อไปด้วยไฟอ่อนๆ จนฟักสุก และกระดูกหมูจะนุ่ม การสังเกตุดูฟักสุกนั้น เนื้อฟักจะใส นิ่ม ก็เป็นอันใช้ได้ครับ (ข้อแนะนำ ระวังอย่าใช้ไฟแรงหรือน้ำเดือดพล่านจะทำให้น้ำซุปขุ่น หมั่นช้อนฟองและไขมันออกเรื่อยๆ จะทำให้น้ำซุปใสน่ารับประทาน)
4.ชิมรสชาติปรุงรสตามชอบอีกครั้ง ใส่ต้นหอม ปิดไฟได้เลย

5.ตักให้ถ้วย โรยผักชี เหยาะพริกไทยเล็กหน่อย เสริฟกับข้าวสวยร้อนๆ

ที่มา http://www.zabwer.com

การหมักหมูแดดเดียว

หมูแดดเดียว อาหารคู่บ้านคนไทยก็ว่าได้ เมนูอาหารในวันนี้ขอแนะนำ สูตรหมูแดดเดียว (Thai Pork Jerky Recipe) พร้อมแนะนำวิธีการหมักหมูแดดเดียวให้อร่อยแบบแซ่บเวอร์ ซึ่งรสชาติเมื่อทอดเสร็จจะออกกลมกล่อม ไม่จืด ไม่เค็ม โดยสูตรนี้ใช้เนื้อหมูประมาณหนึ่งกิโล ไปดูส่วนประกอบและเครื่องปรุงกันเลย...



เครื่องปรุงและส่วนผสม
*เนื้อหมู 1 กิโลกรัม
*กระเทียม 1 หัวครึ่ง
*รากผักชี 5-6 ราก
*พริกไทย 2 ช้อนชา
*งาขาว 3 ช้อนโต๊ะ
*น้ำตาล 4 ช้อนชา
*น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ
*ซอสหอยนางรม 4 ช้อนโต๊ะ
*ผงปรุงรสเนื้อ 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ
1.ล้างเนื้อหมูให้สะอาด นำนื้อหมูมาแล่ เป็นชิ้นบางหน่อย (หนาประมาณ 1 เซ็นติเมตร) แต่อย่าบางมาก ถ้าบางมากไป เวลานำไปตากแดดจะแห้งมากเกินไป เนื้อหมูบางส่วนอาจท่อนเป็นชิ้นๆด้วยก็ได้
2.โขลกกระเทียม รากผักชี พริกไทยให้ละเอียด ได้ที่แล้วนำไปหมักเนื้อหมู
3.จากนั้นเติมน้ำตาล, น้ำปลา, ซอสหอยนางรม, งาขาว และผงปรุงรส ลงไป
4.คลุกเคล้าหรือนวดด้วยมือจนส่วนผสมทั้งหมดเข้ากันดี และทิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง
5.นำเนื้อหมูไปตากแแดดไว้ประมาณ 3 - 4 ชั่วโมง กลับเนื้อหมูบ้างเป็นระยะ  (โดยตากแดดไปสัก 2 ชั่วโมงเนื้อหมูด้านหนึ่งจะแห้งก็ทำการกลับเนื้อหมูแล้วตากอีกด้านไปอีก 2 ชั่วโมง)
6.สำหรับการทอด ให้ใส่น้ำมันลงในกระทะและนำไปตั้งไฟ รอจนน้ำมันร้อนจึงนำหมูหมักลงไปทอดจนสุกทั่ว จัดหมูทอดใส่จานพร้อมเสริฟ

เคล็ดลับ
-การหมักหมู ถ้าหมักไว้นานเครื่องปรุ่งรวมส่วนผสมแล้วจะเป็นน้ำ จะเสียความเข้มข้นตรงนั้นไป
น้ำตาลทรายขาว ยิ่งเม็ดละเอียดมากยิ่งดี
-งาขาว จะใส่หรือไม่ใส่ก็ได้ ถ้าใส่ก็ดูสวยงามดี ได้กินงาขาวด้วย และจะช่วยเพิ่มกลิ่นหอมของหมูทอด
-การตากเนื้อหมูถือว่าสำคัญเหมือนกัน ถ้าแดดจัด แดดแรง หากตากนานเกินไป เนื้อหมูจะแห้งเกินไป --เวลาทอดแล้วเนื้อจะแข็งแต่ก็ทานได้ ดังนั้นหากแดดแรง ตากเนื้อหมูแค่พอหมาดๆ ก็เก็บได้เลย
สำหรับเวลาทอดนั้น ควรใช้ไฟปานกลาง อย่าใช้ไฟแรงมากเพราะเนื้อหมูจะแข็ง
-สำหรับเครื่องปรุงที่ใช้หมักหมูนั้น ใครชอบหวาน ก็ใส่น้ำตาลเพิ่มมากหน่อย ใครชอบเค้มก็ใส่น้ำปลามากหน่อย

-จัดหมูทอดแดดเดียวในจานพร้อมผักสดต่างๆ ; แตงกวา, มะเขือเทศ, กะหล่ำปลี, อื่นๆ และน้ำจิ้ม ช่วยเพิ่มความอร่อยได้เป็นอย่างดี

ข้าวผัดหมู

สูตรอาหารไทย ข้าวผัดหมู เมนูอาหารนี้อาจฟังดูเป็นอาหารพื้นๆ แต่คงปฏิเสธไม่ได้เลยว่า การจะหาข้าวผัดหมูอร่อยๆถูกใจนั้นก็ไม่ง่ายเช่นกัน ปกติแล้วมักจะเจอแบบพอกินได้เท่านั้น ทั้งที่วิธีทำข้าวผัดหมูนั้นสามารถทำได้ง่ายไม่ยุ่งยากเลย แต่ทำไมความอร่อยและน่าทานจึงแตกต่างกัน คุณอยากรู้ไหม? …เคล็ดลับของข้าวผัดหมูนั้นอยู่ที่ความคิดสร้างสรรค์ของผู้ปรุง ว่าจะเพิ่มเสริมรสอย่างไรให้ถูกใจถูกปากผู้บริโภค และที่สำคัญข้าวผัดจะต้องแห้งหมาด รสชาติเข้มข้น สีสันสวยงาม และสิ่งหนึ่งที่ชวนให้รับประทานนั้น ได้มาจากผักและเครื่องปรุงที่เสริมลงไป นอกจากแปลกใหม่ไม่เหมือนใครแล้วยังให้รสชาติเลิศถูกอดถูกใจได้ไม่ยากอีกด้วย

เครื่องปรุง
ข้าวสวย (ไม่แฉะ) ¾ ถ้วยตวง
หมูสับ 50 กรัม
หมูแฮมหั่นเป็นเส้นฝอย 1 แผ่น
หมูยอหั่นเป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า 1 ช้อนโต๊ะ
กระเทียมสับ 8 กลีบ
แครอทหั่นเป็นเส้นฝอย 3 ช้อนโต๊ะ
มะเขือเทศผ่าตามยาว 1 ลูก
น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ
ไข่ไก่ 1 ฟอง
น้ำมันหอย 1 ช้อนโต๊ะ
ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนชา
ซอสปรุงรสถั่วเหลือง 1 ช้อนชา
มะนาว 1 ซีก
แตงกวา ต้นหอม ผักชี พริกไทยป่น
(ถ้าบางอย่างไม่มีไม่เป็นไรครับ ใส่อย่างอื่นแทนได้ หรือถ้ามีแค่ข้าวกะไข่ ก็พอกล้อมแกล้มได้เหมือนกัน)

วิธีทำ
1. เริ่มต้นด้วยการตั้งกระทะ ใส่น้ำมันลงไปพอเริ่มร้อนใส่กระเทียมสับลงไปเจียวให้เหลือง
2. จากนั้นจึงใส่หมูสับลงไปผัดพอสุกตามด้วยหมูแฮมและหมูยอลงไปผัด
3. เสร็จแล้วใส่ข้าวสวยลงผัดให้ส่วนผสมเข้ากันจึงใส่แครอทและมะเขือเทศลงไปผัด ปรุงด้วยซอสปรุงรส และซีอิ๊วขาวผัดให้เครื่องปรุงเข้ากัน จากนั้นใช้ตะหลิวดันข้าวผัดขึ้นไปอยู่ข้างๆกระทะ เว้นที่ก้นกระทะไว้ตอกไข่ใส่ลงไป ใช้ตะหลิวตีไข่ให้แตก จากนั้นตักข้าวที่อยู่ข้างกระทะกลบทับไข่ไว้ รอจนไข่สุกแล้วจึงช้อนกลับให้ไข่อยู่ด้านบน ใส่น้ำมันหอยลงไปผัดให้ส่วนผสมเข้ากันอีกครั้ง ปิดไฟ
4. ตักใส่จาน จัดเรียงแตงกวาและมะนาวไว้ข้างๆจานเสิร์ฟได้ทันที

เคล็ดลับวิธีทำข้าวผัดให้อร่อย
1.สิ่งสำคัญ ข้าวสวยที่ใช้ผัดต้องไม่แฉะ นอกจากนี้ เมื่อข้าวสุกใหม่ร้อนๆ ควรเกลี่ยใส่ถาด ให้ข้าวเย็นก่อนจึงนำมาผัด ข้าวจะไม่เกาะตัวเป็นก้อน
2.น้ำมันไม่ควรใส่มากเกินไป เพราะจะทำให้แฉะและเลี่ยน ไม่น่ากิน
3.ต้องใช้ไฟกลางในการเจียวกระเทียมจนเหลือง ใส่เครื่องปรุงที่เป็นเนื้อสัตว์ผัดจนสุกก่อน จึงใส่ข้าวผัดให้ทั่ว ถ้าข้าวผัดชนิดใดมีส่วนผสมของไข่ต้องใส่ไข่ทีหลังข้าวพอผัดข้าวจนทั่วเกลี่ยข้าวไว้อีกด้าน หนึ่งต่อยไข่ใส่กลบข้าวบนไข่พอสุกจึงค่อยผัดไข่ ในขั้นตอนนี้ต้องผัดเร็วๆ ไข่จะเกาะเม็ดข้าวดี และไม่แฉะ เช่น ข้าวผัดปู ข้าวผัดทะเล ข้าวผัดกุ้ง ข้าวผัดหมู ในกรณีที่เป็นข้าวผัดที่นำน้ำพริกมาประยุกต์ 4.คลุกน้ำพริกกับข้าวให้ทั่วก่อน จึงค่อยผัดทีหลังจะทำให้ส่วนผสมเข้ากันได้ดี
“กระทะ” เป็นอุปกรณ์ที่สำคัญในการทำข้าวผัดเลยทีเดียว กระทะเหล็กรับความร้อนได้เร็วและดี แต่ข้าวจะติดกระทะ ต้องผัดเร็วๆเหมาะสำหรับแม่ครัวที่ชำนาญในการผัดขัาว เพราะข้าวผัดที่ได้จะมีกลิ่นหอม ถ้าเป็นแม่ครัวมือใหม่ต้องใช้กระทะเทฟล่อน แต่กลิ่นหอมจะสู้ข้าวที่ผัดจากกระทะอะลูมิเนียม กระทะเหล็ก หรือกระทะเหล็กเคลือบไม่ได้ “ตะหลิว” ก็เช่นกันต้องเลือกด้ามที่ติดแน่น ทนความร้อน

พวกผักต่างๆนั้น ควรหั่นเป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าหรือชิ้นเล็กๆ จะช่วยทำให้ข้าวผัดอร่อยกว่าใส่ชิ้นใหญ่ เช่น หอมใหญ่ คะน้า แครอท มะเขือเทศ ต้มหอม หั่นชิ้นเล็ก

ที่มา http://www.zabwer.com
อาหารไทย ขนมไทย สูตรอาหาร พร้อมวิธีการทำ © 2013 | Powered by Blogger | Blogger Template by DesignCart.org